ปรับปรุงดินอย่างไรให้ ปลูกพืชผักได้ผลดี !!

ปรับปรุงดินอย่างไรให้ ปลูกพืชผักได้ผลดี ปัญหาเรื่องดินนี้ ถือว่าเป็นปัญหาที่เกษตรทุกคนต้องพบเจอกันอยู่เสมอ อยู่ที่ว่าใครจะเกิดปัญหามากหรือน้อย  เมื่อเกิดปัญหาดินเสื่อมโทรม  เกษตรกรก็ต้องต่างพากันรีบหาวิธีการแก้ไขสภาพดินให้กลับมามีสภาพที่สมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก  การที่จะปลูกพืชในแต่ละครั้ง  ปัจจัยสำคัญในการปลูกพืชก็คือ “ดิน”  

จากอินทรียวัตถุผิวหน้าดินตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบัน ดินมีความเสื่อมโทรมลงมาก สาเหตุก็เกิดมากจากประชากรที่เพิ่มขึ้น การใช้ทรัพยากรดินก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความสมดุลยของธรรมชาติถูกทำลายไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ผลผลิตลดต่ำลง ซ้ำร้ายการใช้ปุ๋ยเคมียิ่งทำร้ายดินมากขึ้น  ในวันนี้เราจึงนำวิธีการปรับปรุงสภาพดินให้กลับมาสภาพอุดมสมบูรณ์  แบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก มาฝากชาวเกษตรกร ซึ่งมีวิธีการปรับปรุงดินที่ได้ผล มีดังนี้

ปรับปรุงดินอย่างไรให้ ปลูกพืชผักได้ผลดี !!
ปรับปรุงดินอย่างไรให้ ปลูกพืชผักได้ผลดี !!

ปรับปรุงดินราคาประหยัด

นำเอาวัสดุจากธรรมชาติที่หากันได้ง่าย ๆ ใกล้ตัว คือ เปลือกถั่ว ฟางข้าว ใบไม้แห้ง หรือปุ๋ยอินทรีย์ต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด  เป็นตัวเลือกชั้นดีที่หากันได้ง่ายและราคาไม่แพง ในพื้นที่ที่มีดินแข็งหรือดินลูกรัง ให้ขุดดินแล้วคลุกเคล้าวัสดุเหล่านี้ลง จะทำให้ดินโปร่งและร่วนซุยขึ้น ในปุ๋ยอินทรีย์ยังมีธาตุอาหารที่ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดินได้อีกด้วย สำหรับฟางข้าวนั้นให้หมักไว้ในดินและรดปุ๋ยอินทรีย์น้ำ จะช่วยให้ฟางย่อยสลายเร็วขึ้น แต่หากคุณไม่ได้ทำสวนจริงจังมากนัก ก็อาจใส่ปุ๋ยอินทรีย์เฉพาะจุดที่ต้องการปรับปรุงดินก็ได้

คลุมดินทั้งง่ายและสะดวก

วิธีนี้มีหลักการคล้าย ๆ กับข้อแรก เพียงแต่ไม่ต้องขุดและผสมวัสดุลงไปในดิน แต่ใช้วัสดุคลุมดินเพื่อเป็นการช่วยรักษาความชื้นในดินไว้ เช่น ฟางข้าว แกลบ กาบมะพร้าวสับ หญ้าแห้ง ใบหญ้าแฝก หรือพืชตระกูลถั่วคลุมดิน วัสดุคลุมดินจะช่วยป้องกันการชะล้างหน้าดินยามรดน้ำ ลดการสูญเสียธาตุอาหารพืชออกไป รักษาความชื้นได้ดี ทำให้รากพืชสามารถลงไปได้ลึกทีละน้อย ดินจึงมีโครงสร้างที่ดีขึ้น ทั้งยังเกิดจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์มากขึ้นด้วย และเมื่อวัสดุคลุมดินธรรมชาติเหล่านี้ย่อยสลายก็จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินและเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืชที่ปลูกต่อไปนะคะ

พืชตระกูลถั่วเพิ่มธาตุไนโตรเจน

เป็นหลักการง่ายๆ ในการฟื้นฟูดินซึ่งเกษตรกรนิยมใช้ คือ หลังจากเก็บเกี่ยวพืชไปแล้วจะตากดินไว้ระยะหนึ่งเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืชที่ตกค้างอยู่ในดิน หลักจากนั้นนำพืชตระกูลถั่วมาปลูก เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ปอเทือง โสน ถั่วพร้า ถั่วแปบ คลุมดินแล้วไถกลบหรือตัดคลุมดินช่วงที่เริ่มออกดอก (ประมาณ 50-60 วันหลังปลูก หากไถกลบจะช่วยให้ย่อยสลายได้รวดเร็วขึ้น) ซึ่งเรานำหลักการนี้มาใช้กับสวนที่บ้านได้เช่นกัน พืชเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ดินร่วนซุยเท่านั้น แต่ยังอุดมด้วยธาตุไนโตรเจนซึ่งเกิดจากเชื้อไรโซเบียมที่มักอยู่ในปมรากถั่ว เชื้อราตัวนี้จะทำหน้าที่ตรึงไนโตรเจนในอากาศมาสร้างเป็นสารประกอบไนโตรเจนไว้ในดิน หากต้องการให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ก็ใส่เชื้อไรโซเบียม ลงไปเพิ่มเติม

ไส้เดือนดินพระเอกตัวจริง

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ไส้เดือนดินมีความสำคัญมากต่อระบบนิเวศ  เพราะว่าไส้เดือนมีส่วนทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรียสารในดิน รวมทั้งการเคลื่อนที่ของไส้เดือนดินยังเป็นการพรวนดิน ทำให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช เป็นดัชนีชี้วัดการปนเปื้อนของสารพิษต่าง ๆ ในดินได้ดี จะสังเกตว่าดินที่มีสภาพเป็นดินทราย ดินเหนียวจัด แปลงปลูกที่เกิดการเหยียบย่ำจนเกิดเลน หรือมีการใช้เครื่องมือเครื่องจักรหนัก ทำให้ดินอัดตัวแน่น ตลอดจนดินที่มีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงและวัชพืช รวมทั้งปุ๋ยเคมีติดต่อกันมาเป็นเวลานานมักไม่พบไส้เดือนดิน นั่นหมายความว่า ดินดังกล่าวมีสภาพไม่ดี จึงจำเป็นต้องฟื้นฟู เบื้องต้นทำได้โดยใส่อินทรียวัตถุลงไปปรับปรุงสภาพดินก่อน เมื่อดินมีสภาพดีขึ้น จะเห็นว่าไส้เดือนดินจะเริ่มมาอยู่อาศัยและทำหน้าที่ปรับปรุงโครงสร้างดินต่อไป

ดินกรดแก้ได้

ดินกรดคือดินที่มีค่า pH ต่ำกว่า 7 นอกเหนือไปจากการตรวจวัดดินด้วยอุปกรณ์ทดสอบแล้วยังมีข้อสังเกตเบื้องต้นง่ายๆ ว่าดินมีสภาพเป็นกรดหรือไม่ก็คือ ให้สังเกตว่าต้นไม้ของเรานั้นมีการเจริญเติบโตช้าลงรึเปล่า ให้ผลผลิตน้อยลง แสดงอาการเหี่ยวเหมือนขาดน้ำ เพราะว่ารากไม่สามารถเจริญเติบโตในดินได้ตามปกติ แก้ไขโดยการใส่วัสดุปูนชนิดต่าง ๆ เช่น ปูนมาร์ล หรือหินปูนฝุ่น (หินปูนบด) นิยมใช้กับนาข้าว ส่วนปูนโดโลไมต์ หรือปูนขาวใช้กับไม้ผล อัตราที่ใช้ขึ้นกับความรุนแรงของกรดในดิน สำหรับไม้ผลหรือไม้ยืนต้นให้ใช้อัตรา 3-5 กิโลกรัม/หลุมปลูก นอกจากนี้ยังแก้ไขโดยใส่อินทรียวัตถุลงไปในดิน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับธาตุอาหารในดิน และการใช้วัสดุคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นและหน้าดินร่วมด้วยได้เช่นกันนะคะ

การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer)

เป็นปุ๋ยที่ได้จากวัสดุที่มีจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเป็นตัวช่วยสร้างหรือปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้กับพืช แยกตามชนิดของจุลินทรีย์ ดังนี้

  • จุลินทรีย์ที่ให้ธาตุไนโตรเจน เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ จุลินทรีย์ในกลุ่มนี้ เช่น Azotobacter sp., Bacillus sp. สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เชื้อไรโซเบียม ฯลฯ
  • จุลินทรีย์ที่ให้ธาตุฟอสฟอรัส เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ละลายสารประกอบฟอสเฟตให้พืชนั้นสามารถนำไปใช้ได้อย่างง่าย จุลินทรีย์ในกลุ่มนี้ เช่น Flavobacterium sp., Pseudomonas sp. ฯลฯ และกลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยละลายและดูดซับธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ให้กับพืชมากขึ้น เช่น เชื้อราไมโคไรซ่า
  • จุลินทรีย์ที่ให้ธาตุโพแทสเซียม เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ปลดปล่อยกรดออกมา เพื่อละลาย แร่ในกลุ่มไมก้า และแร่ในกลุ่มเฟลด์ปาร์ จุลินทรีย์ในกลุ่มนี้ เช่น Bacillus, biotite และ microcline ช่วยเปลี่ยนธาตุโพแทสเซียมให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย
  •  จุลินทรีย์ที่ผลิตฮอร์โมน เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ผลิตฮอร์โมนและวิตามิน ซึ่งเป็นสารช่วยกระตุ้นให้พืชเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น จุลินทรีย์ในกลุ่มนี้ เช่น Azospirillum, Azotobacter และ Bacillus

เป็นอย่างไรกันบ้างกันคะ  กับเทคนิคการเปลี่ยนสภาพดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกอีกครั้ง  รับรองได้เลยว่าถ้าคุณนำเทคนิคของเราในวันนี้ลองไปทำดูรับรองว่าได้ผลแน่นอนค่ะ

ศูนย์รวม แหล่งข่าวไอที และรีวิวอุปกรณ์ไอทีต่างๆ
กลับหน้าหลัก